วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

ยอมรับชะตา...ก้มหน้ารับกรรม

พระโอวาทหนึ่งในแปดเซียนฮั่นจงหลี่

            อยากเป็นคนโชคดีมีสุข  แต่ทุกวันเอาแต่เบียดเบียนทำร้ายคน จะมีความสุขได้อย่างไร ?...
            อยากมีความสุขหรือเปล่า เบียดเบียนทำร้ายใครหรือไม่ ?...
            ไม่ทำร้ายเขา แต่พรากชีวิตเขา...พรากได้อย่างไรบ้าง ?...  (กินเนื้อเลือดเขา)
            ทำร้ายเขา เบียดเบียนเนื้อเขา  หรือบอกว่าสัตว์เล็กเกิดมาให้สัตว์ใหญ่กิน เป็นเช่นนั้นหรือเปล่า ช้างเปลี่ยนจากกินอ้อยมากินท่านก็โกรธไม่ได้  ถ้าเสือออกมากินคน ท่านก็โทษเสือไม่ได้ เพราะเล็กกว่าให้คนที่เข้มแข็งกว่าข่มเหงคนที่อ่อนแอกว่า...
            ให้คนที่ไม่มีทางสู้ ถูกรังแก ถูกพรากชีวิต ท่านเองก็ไม่ต้องการให้ใครมาทำกับท่านเช่นนี้ใช่หรือเปล่า ทำไมจึงทำ เขาไม่มีแรงต่อสู้ ไม่มีเสียงให้ท่านได้ยินก็เลยพรากเขาไป...
             โดยพื้นฐานของจิตใจ เมื่อเห็นเขามีชีวิตเป็นอย่างไรก็ทนไม่ได้ที่ต้องเห็นเขายต่อหน้าต่อตา เมื่อเห็นเขาตายไม่อาจกินเนื้อเลือดเขา แต่ทำไมคนบางคนแม้เขาตายต่อหน้าก็สามารถทนเห็นได้แม้เขาโอดครวญต่อหน้าต่อตาก็ทนเห็นได้ เพราะอะไร ?...
             เพียงเพราะเสียงท้องร้อง ท้องจึงใหญ่กว่าความมีเมตตา..
             บางครั้งก็ติดรสเพียงแค่ลิ้นที่สั้นๆ นี้ จึงยอมแม้กระทั่งทำร้ายและเบียดเบียนคนอื่นออเวลาคนอื่นทำร้ายเรา  การที่จะให้เรายอมอภัยให้ง่ายๆ จะยอมไหม ?..
             กำปั้นมา กำปั้นตอบ.. ขามา ก็ขาตอบ !.. บางทีมาขาเดียวกลับไปสองขา อย่างน้อยต้องเอาให้หายเจ็บใจ ใช่หรือไม่ ?...
             บางครั้ง เมื่อโดนกรรมเข้ากับตัวเอง เมื่อตัวเองเคราะห์ร้ายบ้าง เราอย่าได้โทษเขาเลย ต้องรู้จักให้อภัยและยอมรับชะตากรรมกับสิ่งที่ตนเองเคยกระทำมา ต้องยอมรับความจริง ผู้ที่ยอมก้มรับความเป็นตริง ผู้นั้นจะมาสามารถอยู่บนโลกนี้ได้อย่างแท้จริง !...
             หากคนที่อยู่บนโลกนี้ไม่ยอมรับอะไรได้ง่ายๆ ยึดมั่นแต่ความเป็นตัวของตัวเองและความสามารถของตัวเองก็ยากที่จะมีชีวิตอย่างปกติสุข หรืออยู่บนโลกนี้ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสันติสุข...

เมตตาธรรม กับ ความอยาก

พระโอวาสหนึ่งในแปดเซียนหลันไฉ่เหอ
เมตตาธรรมจะค้ำจุนโลกนี้ให้สงบได้...เป็นเพราะความอยากเมตตาธรรม
จึงถูกลบเลือน เป็นเพราะความอยากถึงกับฆ่าเขาได้ลง ถึงกับกินเขาได้ลงคอ !...



           หากเราถามทุกๆ ท่านว่า..ในที่นี้คนทุกคนล้วนทนไม่ได้ที่เห็นคนตกทุกข์ได้ยาก เมื่อเห็นเขาตกทุกข์ได้ยากเดือดร้อน ท่านทนได้ไหมที่จะนิ่งเฉย ไม่สนใจไยดี ?... (ทนไม่ได้)
           แปลว่าทุกคนล้วนมีจิตเมตตา มีจิตโออ้อมอารี เห็นใครตกทุกข์ได้ยาก ไม่อยากให้เขาเดือดร้อน ไม่อยากให้เขาต้องตายไปต่อหน้าต่อตา...
           แต่ว่าความเมตตาของเรานั้นกลับเป็นเมตตาแค่เพียงความคิดหรือ..ต้องเป็นได้ทั้ง คิด พูด  และกระทำ...
           ตอนนี้เวลาเราเห็นสัตว์ร้อง ในใจเรารู้สึกเป็นอย่างไร ?...(สงสาร)...  เมื่อตอนเห็นสัตว์มีชีวิตแล้วต้องตายไปต่อหน้า  ท่านรู้สึกอย่างไร ?...นึกถึงหม้อแกงหรือกระทะร้อนๆ...
           มนุษย์เรานั้นเวลาเห็นคนอยู่ด้วยกัน เราก็อยากให้เขามีชีวิตอยู่  เวลาเราเห็นสัตว์ที่อยู่ร่วมกับเรา  ตาย !... เราก็ยังอดสงสารไม่ได้ ใช่หรือไม่ ?...
          หรือแม้สัตว์ตัวนั้นจะไม่ได้เป็นสัตว์ที่เราเลี้ยงก็ตาม  แต่ทำไมกลายเป็นเรารู้สึก อยากกินเขา  ทำไมเราไม่เกิดความสงสารให้ต่อเนื่องจนถึงสิ้นสุด  แสดงว่าความสงสารของเราเป็นแค่เพียงชั่วครู่ชั่วขณะหนึ่ง ไม่ใช่ของจริงแท้หรือ ?...
          เป็นเพราะความอยากของเราถึงกับฆ่าเขาได้ลง ถึงกับกินเขาได้ลงคอ !... ความโลภของเราถึงกับประหัตประหารเขาได้ต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นหรือ ?...
          แปลว่าในใจของเราทุกคนก็ไม่อยากจะมีสิ่งนี้  แต่เพราะว่ากินมาจนติดแล้ว เบียดเบียนจนเคยชินแล้ว อำนาจของความชั่วย่อมเป็นอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์...
          เมื่อใดที่มนุษย์กับมนุษย์ลงโทษกันไม่ได้...
          เมื่อนั้นฟ้าดินจะช่วยจัดการ...
          เมื่อใดที่คนกับคนไม่สามารถตัดสินให้เที่ยงธรรมได้...
          เมื่อนั้นฟ้าดินจะเที่ยงธรรม...
          อย่าเห็นว่าการฆ่ากันเป็นเรื่องที่ไม่มีผลตอบสนอง  ย่อมมีผลตอบสนอง !..  ทำไมเราอยู่กับบางคน เรารักเขา.. แต่ทำไมบางคนเราถึงเกลียดเขา... นั่นเป็นอำนาจที่เรามองไม่เห็น ใช่หรือไม่ ?..
          ทำไมคนปัจจุบันจึงใช้การฆ่าสัตว์มาฆ่าคนได้ลงคอ นั่นเป็นเพราะว่าเกิดจากความชั่วที่ก่อตัวเล็กๆ  ความชั่วที่ทำไว้เมื่อเห็นสัตว์ตัวเล็กๆ ตาย แล้วนับประสาอะไรกับสัตว์ตัวใหญ่ๆ ที่จะพอกพูน แล้วทำให้ลงมือฆ่าเขาได้ จริงหรือไม่ ?...
           ฉะนั้น...  เวลาเราเกิดเคราะห์ร้ายเคราะห์กรรมที่เราไม่รู้สาเหตุเกิดขึ้นกับเรา เราต้องถามตัวเองว่า ได้สร้างกรรมดีมาแค่ไหน เราได้เคยเบียดเบียนคนอื่นบ้างหรือเปล่า ?...
           หากตลอดมาเราได้ทำดี จะไปกลัวอะไรกับกรรม เราย่อมสามารถหลีกหนีได้...
           แต่ถ้าคนทำชั่ว ทำอย่างไรก็หนีไม่พ้น !..


การทำให้ร่างกายไม่มีโรคนั้น...ง่ายนิดเดียว
คือ  โรคเข้าทางปาก
ถ้าสิ่งที่ท่านทานเข้าไปทุกวันมีแต่...เชื้อโรค
ก็ย่อมเกิดโรคขึ้นได้
มนุษย์ยังเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ มากมาย
คิดว่าสัตว์จะป่วยเป็นโรคต่างๆ บ้างไหม
เราทานโรคเข้าไปหรือเปล่า...พิจารณาให้ดีๆ

ปฏิบัติธรรมะ...ชนะโรคร้ายได้

           หากวันนี้เจ้าไม่อยากให้มีโรคภัยไข้เจ็บ จะป้องกันอย่างไร ?..
           โรคร้ายต่างๆ มันวิ่งขนานไปกับความพัฒนาของมนุษย์ร่างกายมนุษย์ยิ่งมีความต้านทานโรคมากเท่าไร เชื้อโรคมันก็พัฒนาตัวเองเก่งยิ่งกว่าเดิม...
            มนุษย์ยิ่งก้าวหน้า..เชื้อโรคยิ่งพัฒนา..
           ดังนั้น  หากว่าเจ้าจะป้องกันไม่ให้มีโรคภัยต่างๆ มารังควานจะต้องทำอย่างไร  อาจารย์เคยบอกกับพวกเจ้าแล้ว  มีทางเดียวคือ ขจัดสารอสรพิษร้ายโลภโกรธหลงออกจากใจให้หมด...
           ทำไมถึงต้องกำจัดเจ้าสามอสรพิษร้ายด้วยเล่า ?..
           ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มันไปประสานงานกับเชื้อโรคข้างนอกนั่นเอง...
           นอกจากนั้นแล้วยังต้องสร้างบุญสร้างกุศล  เจริญปณิธานกินเจ อุทิศบุญกุศล หมั่นออกกำลังกายดูแลสุขภาพ กราบไหว้พระกลับมาสถานธรรมเพื่อขอขมา ยังมีอะไรอีก ?...
           จะต้องมีจิตสำนึกคุณ  ต้องพยายามทำให้ได้ทุกอย่างจึงจะมีภูมิต้านทานเป็นวัคซีนป้องกันกายและใจ  จิตวิญญาณจึงจะแข็งแรง  หากจะป้องกันการเกิดโรคจะต้องทำควบคู่กันระหว่างมีรูปลักษณ์และไร้รูปลักษณ์...
            เพราะว่าเชื้อโรคบางอย่างมีโครงสร้างที่เหนียวแน่นและแรงต้านทานสูง ดังนั้น หากเจ้าต้องการข้ามพ้นวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย  เจ้าจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนคือ...
            บำเพ็ญธรรม ขัดเกลากิเลสในจิตใจ กินเจ ไหว้พระ สำคัญที่สุดคือ "สามทาน" (ทรัพย์เป็นทาน วิทยาทาน แรงกายเป็นทาน) อุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวร..
            โรคร้ายที่เกิดขึ้นล้วนมีต้นเหตุมาจากวิบากกรรมและกรรมร่วมที่เคยก่อไว้  ดังนั้น จะต้องลดแรงกรรมแห่งความอาฆาตแค้นของเจ้ากรรมนายเวรเพื่อให้ไอแห่งความแค้นของเหล่าวิญญาณยอมสลายไป...

บำเพ็ญธรรม...รอดพ้นภัยพิบัติ

             ภัยที่ใหญ่ที่สุดคือ การเวียนว่ายตายเกิด !...
             เวไนยทั้งหลาย ทุกภพทุกชาติต้องผจญกับภัยพิบัติ...
             มีใครบ้างที่เกิดมาในโลกนี้ไม่เคยได้รับเคราะห์กรรมใดๆ เลย
             เรามักได้ยินข่าวร้ายบ่อยๆ คนนั้นถูกรถชนตาย คนนี้เป็นโรคนั้น คนนั้นเป็นโรคนี้  หรือเพื่อนของเราประสบอุบัติเหตุ  ที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นภัยพิบัติทั้งสิ้น...
             อันว่าภัยพิบัติใช่เพียงแต่การได้รับความทุกข์เข็ญลำบากใจ  ความเจ็บไข้ได้ป่วยทางกายสังขารเท่านั้น ภัยพิบัติที่แท้จริงคือ  การที่วิญญาณต้องออกไปเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสังสาร...
             นี่เป็นสิ่งที่พวกเจ้าน่าจะกังวลมากที่สุด เพราะเป็นภัยพิบัติที่ใหญ่ที่สุด !...
             ฉะนั้น  การหยุดวัฎจักรแห่งการเกิดตายถึงจะเป็นการหลุดพ้นจากภัยพิบัติที่แท้จริง..
             ด้วยเหตุนี้ ฟ้าเบื้องบนและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจึงคอยเตือน ให้รีบเร่งสร้างบุญกุศล..ชดใช้หนี้กรรม...เจริญปณิธาน... เป็นการผ่อนผันหนี้กรรมเก่า เร่งฉุดช่วยเวไนยขึ้นธรรมนาวา ให้พวกเขามาปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นหนทางแห่งการหลุดพ้นจากวัฏฏะสังสาร  ไม่ต้องกลับมารับทุกข์ทรมานจากภัยพิบัติอีกต่อไป...
            เหตุเพราะเวไนยยังมีหนี้กรรมเก่าที่ยังไม่ได้ชำระ  ตราบใดที่ยังคงเวียนว่ายในวัฏฏะสังสารภัยพิบัติก็ยังไม่หมดสิ้น  เพราะเหตุใดเล่า ?  เพราะกฎแห่งกรรม !...
            สาเหตุของภัยพิบัติทั้งหลายล้วนมาจาก "กรรม"
            ฉะนั้น พวกเจ้าอยากจะรอดพ้นจากภัยพิบัติไหม  อยากจะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไหม ?...(อยาก)
            ถ้าอย่างนั้นก็ต้องบำเพ็ญธรรม !...
            ไม่ต้องพูดมาก พูดมากก็รังแต่จะหาความทกข์ใส่ตัว พระวิสุทธิอาจารย์ได้ชี้หนทางให้แล้ว แต่การปฏิบัตินั้นอยู่ที่ตัวเจ้าของ...

                                                 เงินทองกาเมไม่บริสุทธิ์ไซร้
                                                      พูดไปก็ไร้ประโยชน์

คำติฉินนินทา  เป็นข้ออ้างที่จะเอาชนะ
คำโกหก  เป็นรากเหง้าแห่งภัยพิบัติ
คำใส่ร้ายป้ายสี  เป็นการทดสอบจริง-เท็จในการบำเพ็ญ
คำส่อเสียดเหยียดหยาม  เป็นแรงเสริมสร้างขันติในจิตใจ
คำด่าว่าหยายคาย  เปรียบมีดดาบแหลมคมทิ่มแทงจิตใจ
คำสุภาพอ่อนโยน  ชโลมจิตใจให้บานสะพรั่งดั่งลมฝนในฤดูใบไม้ผลิ
คำชี้แนะในพระวจนะ  เป็นแสงแห่งปัญญาแก่เวไนย์ทั้งหลาย
คำที่ประเสริฐล้ำค่า  ควรแก่การจดจำจารึกไว้ในใจตลอดกาล

บำเพ็ญธรรม..ดีอย่างไร

              ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเจ้ากำลังประสพอยู่นั้น  ไม่ว่าเรื่องที่น่ายินดีหรือเสียใจ  สมหวังหรือผิดหวัง ฯลฯ  ทั้งหมดล้วนมีเหตุมาจากกรรมในอดีตทั้งสิ้น...
               หากในขณะนี้เจ้าได้รับผลแห่งกรรมดี  การงานนั้นจะราบรื่น ไม่มีอุปสรรค ทำอะไรก็เทพไปหมด ถ้าเป็นเช่นนี้  เจ้าจะต้องสำนึกถึงพระคุณฟ้า ยิ่งจะต้องถนอมโอกาสสร้างบุญสร้างกุศล...
               แต่ในขณะที่เจ้ากำลังประสบปัญหา  เผชิญขวากหนามที่พวกเจ้ามักจะกล่าวว่าชะตาไม่ดี มีเรื่องปวดหัวมากมาย...
               ถ้าเช่นนั้น ก็อย่ากล่าวโทษฟ้าดิน  เมื่อมีอุปสรรคสวนทางเข้ามาหาเราก็ต้องยอมรับและอย่าสร้างกรรมกับสรรพสัตว์หรือผู้คนรอบข้าง  เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะมากระทบชีวิตและขัดขวางการปฏิบัติธรรมของเราในอนาคต..
               ฉะนั้น   อย่าสร้างเหตุใดๆ  ที่เกิดจากความโกรธ  ความเกลียด ความอาฆาตแค้น ความเป็นศัตรูกัน...
               บำเพ็ญธรรม  ก็คือ  การสลายกรรมเก่า  ไม่สร้างกรรมใหม่ หลุดพ้นสิ้นเวรสิ้นกรรม  บาปทั้งหมดที่ทำผ่านมาจะต้องขอขมาสำนึก และรำลึกถึงบุญคุณสวรรค์...
               และในขณะที่อะไรๆ  มันไม่สามารถแก้ไขหรือดึงกลับมาได้ แต่ว่าเจ้ายังมีโอกาสในวันข้างหน้า  ฟ้าต้องการให้เจ้าเป็นคนใหม่เปลี่ยนโฉมหน้าและจิตใจใหม่  ก็เพื่อที่จะแก้ไขชีวิตและดวงชะตาเจ้าให้ดีขึ้น...

คุณค่า...ที่แท้จริงของชีวิต

            ชีวิตของคนเรามีค่าแค่ไหน...ตายไปแล้วก็หมดสิ้นกัน เป็นอย่างนี้หรือ ?...หลายคนคิดว่าตายแล้วก็หมดสิ้นเวรสิ้นกรรม...
            ชีวิตตายแล้วจะต้องเวียนไปตามบุญบาปที่ตนเองได้สร้างไว้ !...
             เพราะฉะนั้น  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ  จะต้องสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง  วันนี้หลายคนตายอย่างไร้ค่า  เหมือนผักเหมือนปลา อย่างนี้น่าเสียดาย เกิดมาทั้งทีเรียกได้ว่าเสียชาติเกิด...
             วันนี้ได้กายสังขารเป็นมนุษย์แล้ว  จะต้องอิงอาศัยกายสังขารของมนุษย์ "บำเพ็ญปฏิบัติธรรม"  เพื่อสร้างบุญสร้างกุศลชดใช้เจ้ากรรมนายเวร  และอิงอาศัยบุญกุศลนี้ได้มีมรรคผล ณ เบื้องบนต่อไป...


โลกใบนี้จะสงบสุขได้ก็อยู่ที่มนุษย์กระทำกัน
เราร่ำร้องอยากจะอยู่กันอย่างมีความสุข
อยากจะปลอดภัยไม่เกิดภัยพิบัติ
ก็ต้องดูที่การกระทำของพวกท่านแต่ละคนดูว่า
จิตใจของพวกท่านจะใสสะอาด
จะทำเพื่อส่วนรวมกันมากแค่ไหน
หวังว่าความเห็นแก่ตัวจะไม่มีเกิดขึ้น
คิดเพื่อส่วนรวมทำเพื่อส่วนรวมสิ่งที่ได้จึงจะประเสริฐที่สุด

ธรรมะ..จะช่วยอะไรเราได้ ?

         ธรรมะ...จะช่วยอะไรเราได้ ?
         หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

          เมื่อสมัยไฟไหม้จังหวัดครั้งใหญ่ได้ผ่านไปแล้ว  ผลคือความทุกข์ยากสูญเสีย สิ้นสติไปก็หลายราย  วนเวียนมาลำเลิกให้หลวงปู่ฟังว่า อุตส่าห์ทำบุญกุศล ปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย  ทำไมบุญกุศลจึงไม่ช่วย..ทำไมธรรมะจึงไม่ช่วยคุ้มครอง..ไฟไหม้บ้านวอดวายหมด !.. แล้วเขาเหล่านั้นเลิกเข้าวัดทำบุญไปหลายรายเพราะธรรมะไม่ช่วยให้เขาพ้นจากไฟไหม้บ้านฯ...
          หลวงปู่บอกว่า..."ไฟมันทำตามหน้าที่ของมัน !... ธรรมะไม่ได้ช่วยใครในลักษณะนั้น หมายความว่า ความอันตรธาน... ความวิบัติ...ความเสื่อมสลาย...ความพลัดพรากจากกันนั้น..สิ่งเหล่านี้มีประจำโลกอยู่แล้ว
           ทีนี้ผู้มีธรรมะเมื่อประสบกับภาวะเช่นนั้นแล้ว  จะวางใจอย่างไรจึงไม่เป็นทุกข์อย่างนี้ต่างหาก  !... ไม่ใช่ธรรมะช่วยไม่ให้แก่..ไม่ให้ตาย..ไม่ให้หิว..ไม่ให้ไฟไหม้..ไม่ใช่อย่างนั้น !..
            พระพุทธองค์ท่านทรงสอนคนๆ หนึ่งว่าลองไปถามทุกๆบ้าน มีบ้านไหนที่ไม่มีคนตาย !...
            เฉกเช่นเดียวกัน วันนี้เราสอนเพิ่ม...ท่านไปถามทุกๆ บ้าน มีบ้านไหนบ้างที่ไม่มีคนเจ็บ !...
            นี่เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน เป็นความจริงของตัวมนุษย์ทุกคนต้องมี เรื่องเกิด-ดับ เกิดขึ้นกับชีวิตเราต้องปลงได้ ผู้ที่ปลงได้และรู้จักยึดกุมความเป็นจริงของชีวิตได้ เขาจะสามารถรักษาคุณแห่งชีวิตและดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุข แม้จะเจอเรื่องเกิดแก่เจ็บตายก็ปลงได้และเข้าใจได้อย่างแท้จริง !...